Friday, February 7, 2020
คุณค่า"อดีต"
คุณค่า"อดีต"
วันก่อน. มีโอกาสได้คุยกับดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหารของธนาคารไทยพาณิชย์
ได้ภาษาจีนแต้จิ๋วมาคำหนึ่งครับ
"เปี่ยงเจี๊ย"
คำนี้คำเดียวเป็นคำเปลี่ยนชีวิตของ"วิชิต"
เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นตอนที่เขาอายุ 22 ปี. เพิ่งเรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ครอบครัวของ"วิชิต"ทำโรงงานกล่องกระดาษ
ตอนที่ยังเรียนอยู่. เขาก็เริ่มเข้ามาช่วยงานของครอบครัว. คุมโรงงาน ดูแลเครื่องจักร
ตอนแรกธุรกิจของครอบครัวก็รุ่งเรืองดี. แต่ยิ่งนานวัน คู่แข่งก็เพิ่มขึ้น. เครื่องจักรก็ทันสมัยกว่าโรงงานของเขา
ธุรกิจเริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ. คุณพ่อของ ดร.วิชิต เป็นเพื่อนกับคุณอุเทน เตชะไพบูลย์ มาตั้งแต่เด็ก
ในยุคนั้น "อุเทน" ถือเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย
เป็นเจ้าของแบงก์ศรีนคร
ตระกูลเตชะไพบูลย์ยิ่งใหญ่มาก
ทั้ง "อุเทน" และคุณพ่อดร.วิชิต เป็นคนที่ชอบช่วยเหลือสังคมเหมือนกัน
คุณพ่อ ดร.วิชิต เป็นนายกสมาคมแต้จิ๋ว. ส่วน"อุเทน" เป็นประธานกรรมการมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง ทั้งคู่คบหากันมานาน
จนวันที่โรงงานกล่องกระดาษย่ำแย่. ต้องการเงินก้อนหนึ่งเพื่อนำไปซื้อเครื่องจักรใหม่มาสู้กับคู่แข่ง
คนแรกที่เขาคิดถึงคือ "อุเทน" เพื่อนเก่า "แต่คุณพ่อเป็นคนรักษาหน้า ไม่ยอมไปกู้เงินจากคุณอุเทน". คนที่รับหน้าที่ไปเจรจากับเจ้าของแบงก์ศรีนคร จึงเป็น "วิชิต"
เขาไปนั่งรอหน้าห้องคุณอุเทนตั้งแต่เช้า.
มีคิวก่อนหน้าเขาหลายคน
จนเที่ยง คุณอุเทนจึงชวนเขาไปนั่งกินข้าวกลางวันในห้องทำงานด้วยกัน คุยกับแบบ"อา-หลาน"
เขาเริ่มเล่าปัญหาของโรงงานให้ฟัง. คุยถึงวิธีคิดในการแก้ปัญหา. ก่อนจะเอ่ยปากขอกู้เงินเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่
"เท่าไร"
"สามล้านสี่แสนบาทครับ"
"มีอะไรค้ำประกัน"
"ไม่มีครับ.บ้านก็จำนองไปแล้ว"
ดร.วิชิตเล่าว่าตอนนั้นสถานะทางบ้านแย่มาก. บ้านและโรงงานก็เอาไปจำนอง.
ไม่เหลืออะไรเลย
"อะไรนะ" คุณอุเทนอุทาน" แล้วจะปล่อยกู้ได้อย่างไร"
"วิชิต"บอกว่าวินาทีนั้น เขาตัดสินใจบอกกับเจ้าสัวอุเทนตรง ๆ "ตัวผมเป็นหลักประกันครับ"
"วิชิต" เล่าว่าคุณอุเทนอึ้งไป. มองตาเขาด้วยท่าทีครุ่นคิด
พักหนึ่ง เจ้าของแบงก์ศรีนครก็ถอนใจ เอ่ยประโยคเปลี่ยนชีวิตของเขา
"เปี่ยงเจี๊ย...เปี่ยงเจี๊ย" แล้วพยักหน้า....อนุมัติ
"เปี่ยงเจี๊ย"เป็นภาษาจีนแต้จิ๋วครับ. แปลว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ ในอารมณ์ประมาณว่าจำยอม
คำพูดของดร.วิชิตที่บอกว่า "ผมเป็นหลักประกัน" นั้นจะไม่มี "ความน่าเชื่อถือ" เลย ถ้าระหว่างการสนทนากับเจ้าสัวอุเทน. เขาไม่แสดงให้เห็นว่ารู้เรื่องธุรกิจนี้อย่างดี
ทุกคำถามของ "อุเทน" เขาตอบได้หมดเพราะทำมากับมือ
แต่คำพูดของเขาเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง. เพราะสิ่งที่น่าเชื่อถือที่สุดกลับเป็นคุณพ่อของเขาที่ไม่ได้มาด้วย
ช่วงเวลาที่คุณอุเทนครุ่นคิดนั้น. ดร.วิชิตเชื่อว่าเขากำลังคิดถึงความสัมพันธ์เก่า ๆ นิสัยใจคอ และความรับผิดชอบของคุณพ่อ
ก่อนจะตัดสินใจอนุมัติให้"วิชิต"กู้เงิน 3.4 ล้านบาท
คุณอุเทนให้เหตุผลกับ "วิเชียร เตชะไพบูลย์" ลูกชายที่รับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยประโยคสั้น ๆ. "พ่อเขาเป็นคนดี"
คุณพ่อของดร.วิชิตเป็นคนทำงานจริง ใจกว้าง มีน้ำใจกับเพื่อนฝูง. ทำอะไรโดยไม่หวังผล
เขาคงไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เขาทำในอดีตจะส่งผลถึงมาถึงปัจจุบัน
คำว่า"เปียงเจี๊ย"เพียงคำเดียว. พลิกชีวิตของ "วิชิต" และครอบครัว. ถ้า "อุเทน" ไม่ให้เขากู้เงินในวันนั้น. โรงงานกล่องกระดาษก็คงเจ๊ง
"วิชิต" บอกว่าวันที่เป็นนายแบงก์เอง หลายครั้งที่เขาต้องเจอห้วงเวลาแบบเดียวกับ "อุเทน"
ถ้ายอดเงินกู้ไม่มากนัก. ไม่มีผลกระทบต่อสถานะของแบงก์
เขาจะนึกถึงวันนั้น วันที่เขานั่งอยู่ข้างหน้าเจ้าสัวอุเทน. คนที่เคยลำบากจะเข้าใจถึงความลำบาก
วินาทีนั้นมีเพียง 2 ทางเลือก
จะ "เชื่อ" หรือ "ไม่เชื่อ"ลูกค้าคนนี้. ถามว่า "ความเชื่อ" นั้นจะเกิดขึ้นจากอะไร. ไม่ใช่เรื่องราวใน "ปัจจุบัน" หรือโครงการที่สวยหรูใน "อนาคต" แต่เป็น "อดีต". นิสัยใจคอของคนนั้น.
ความรับผิดชอบ
การใช้ชีวิตเครดิตทางการเงิน ฯลฯ
ทั้งหมดจะผสมผสานกันเป็นหนึ่งเดียว เรียกว่า "ความเชื่อ"
"ความเชื่อ"ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่วันเดียว. แต่ต้องสั่งสม "อดีตที่ดี" มาอย่างยาวนาน. "ความเชื่อ" จึงเป็นหลักทรัพย์ที่ไม่มี "มูลค่า" แบบอสังหาริมทรัพย์
แต่มี "คุณค่า" ยิ่งกว่า
Friday, August 26, 2016
กาน้ำชาสอนใจ
ที่บ้านมีกาน้ำชาสูงค่า เพราะเป็นกาที่ปั้นมาจากดินชนิดพิเศษสุดของประเทศจีน เลยวางไว้หัวเตียงอย่างทะนุถนอม
มีอยู่คืนหนึ่ง ด้วยความไม่ระวัง มือไปปัดโดนฝากาน้ำชากระเด็นตกสู่พื้น ทั้งโกรธทั้งเจ็บใจ เมื่อทำฝาแตกแล้ว จะเก็บกาไว้ให้ดูเจ็บใจเล่นทำไม คิดได้ดังนั้นเลยหยิบกาน้ำชาขว้างออกไปนอกหน้าต่าง
รุ่งเช้าตื่นมาลุกลงจากเตียง เห็นฝากาน้ำชาหล่นอยู่บนรองเท้านุ่นที่ข้างเตียง ไม่มีอะไรแตกเสียหาย กาน้ำชาก็ขว้างทิ้งไปแล้ว ยิ่งเจ็บใจ เลยกระทืบฝาจนแตกละเอียด พอตอนสายเดินออกไปนอกบ้าน ปรากฏว่ากาน้ำชาที่ขว้างออกไปเมื่อคืนนี้ คงคาอยู่บนต้นไม้ไม่มีอะไรบุบสลาย
บางครั้ง เรื่องบางเรื่อง
รอสักนิด ดูสักหน่อย ตรองสักพัก
เพราะเรื่องบางเรื่องอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นเราเข้าใจ
ความวู่วามเปรียบเหมือนปีศาจร้าย ฝึกให้ใจเย็นไว้หน่อย นั่นคือวิถีของคนฉลาด
Thursday, November 27, 2014
นักเรียนนอก
เด็กหนุ่มคนหนึ่ง...เป็นชาวสงขลา...
เรียนเก่งมาก...
ได้ทุนไปเรียนอเมริกา...ตั้งแต่เด็ก...จนจบด็อกเตอร์...
จึงกลับมาเยี่ยมบ้าน...
บ้านของเด็กหนุ่ม...
อยู่อีกฟากหนึ่ง...ของทะเลสาบสงขลา...
ต้องนั่งเรือแจว...ข้ามไป...ใช้เวลาแจวประมาณหนึ่งชั่วโมง...
เรือที่ติดเครื่องยนต์...ไม่มีเหรอ...ลุง...?
ไม่มีหรอกหลาน...ที่นี่มันบ้านนอก...
มันห่างไกลความเจริญ...มีแต่เรือแจว...
โอ...ล้าสมัยมากเลยนะลุง...โบราณมาก...
ที่อเมริกา....เขาใช้เครื่องบินกันแล้วลุง...ลุงยังมานั่งแจวเรืออยู่อีก...
ไปส่งผมฝั่งโน้น...เอาเท่าไร...ลุง...?
80 บาท...
OK...ไปเลยลุง...
ในขณะที่ลุงแจวเรือ...
หนุ่มนักเรียนนอก...ก็เล่าเรื่องความทันสมัย...
ความก้าวหน้า...ความศิวิไลช์...ของอเมริกาให้ลุงฟัง...
เมืองไทย...เมื่อเทียบกับอเมริกาแล้ว...ล้าสมัยมาก...
ไม่รู้คนไทย...อยู่กันได้ยังไง...?
ทำไมไม่พัฒนา...ทำไมไม่ทำตามเขา...เลียนแบบเขาให้ทัน...?
ลุง...ลุงใช้คอมพิวเตอร์...ใช้อินเตอร์เน็ต...เป็นไหม...?
ลุงไม่รู้หรอก...ใช้ไม่เป็น...
โอโฮ้...ลุงไม่รู้เรื่องนี้น่ะ....ชีวิตลุงหายไปแล้ว...25 %....
แล้วลุงรู้ไหมว่า...เศรษฐกิจของโลก...ตอนนี้เป็นยังไง...?
ลุงไม่รู้หรอก...
ลุงไม่รู้เรื่องนี้นะ...ชีวิตของลุงหายไป...50 %
ลุง...ลุงรู้เรื่องนโยบายการค้าโลกไหม...ลุง...?
ลุง...ลุงรู้เรื่องดาวเทียมไหม...ลุง...?
ลุงไม่รู้หรอก...หลานเอ๊ย...
ชีวิตของลุง...ลุงรู้อยู่อย่างเดียว...
ว่าจะทำยังไง...ถึงจะแจวเรือให้ถึงฝั่งโน้น...
ถ้าลุงไม่รู้เรื่องนี้...ชีวิตของลุง...หายไปแล้ว...75 %
พอดีช่วงนั้น...
เกิดลมพายุพัดมาอย่างแรง...คลื่นลูกใหญ่มาก...ท้องฟ้ามืดครึ้ม...
นี่พ่อหนุ่ม...เรียนหนังสือมาเยอะ...จบดอกเตอร์จากต่างประเทศ...
ลุงอยากถามอะไรสักหน่อยได้ไหม...?
ได้...จะถามอะไรหรือลุง...?
เอ็งว่ายน้ำเป็นไหม...?
ไม่เป็นจ๊ะ...ลุง....
ชีวิตของเอ็ง...กำลังจะหายไป 100 % ...แล้วพ่อหนุ่ม...
อย่าคิดว่าตัวเราเหนือกว่าคนอื่นเพียงแค่มีการศึกษาสูง ยังมีประสบการณ์ชีวิตที่ต้องศึกษาอีกมาก แม้จะไม่มีใบประกาศมอบให้
Tuesday, June 17, 2014
ผลของความดี
ผลของความดี
ชายคนหนึ่งทำงานที่โรงงานผลิตเนื้อสัตว์แปรรูป วันหนึ่งหลังเลิกงาน
เขาเข้าไปในห้องเย็นแช่แข็งเพื่อดูอะไรบางอย่าง ด้วยความโชคร้าย
ประตูห้องเย็นปิด และ เขาถูกขังอยู่ภายใน
ถึงแม้ว่าเขาจะตะโกนและเคาะประตู ก็ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
คนงานส่วนใหญ่กลับบ้านไปแล้ว
5 ชม.ต่อมา ขณะที่เขาเริ่มหมดหวังและนอนรอความตาย
พนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทได้เปิดประตูมาช่วยเขาได้ทัน
เขาถามผู้มาช่วยเหลือว่า ทำไมถึงมาเปิดประตูให้เขาได้
พนักงานผู้นั้นตอบว่า “ฉันทำงานโรงงานนี้มา 35 ปีแล้ว
พนักงานหลายร้อยคนเข้าและออกโรงงานทุกวัน
คนส่วนใหญ่มองฉันเหมือนไม่มีตัวตน
แต่เธอเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ทักทายฉันทุกวันในตอนเช้า
และกล่าวลาฉันตอนกลับบ้าน แล้วพูดว่า พบกันใหม่พรุ่งนี้เช้า
ฉันมีความสุขที่ได้รับคำทักทายจากเธอทุกๆวัน
เพราะเธอทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันมีตัวตน
และวันนี้ก็เหมือนทุกวัน ที่เธอทักทายในตอนเช้า
แต่จนดึกแล้ว ฉันก็ยังไม่ได้ยินเสียงเธอกล่าวลา
ฉันรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติ
จึงตามหาเธอตามที่ต่างๆ จนกระทั่งได้พบเธอในที่สุด”
บทเรียนสำคัญ: จงอ่อนน้อม ถ่อมตัว ให้ความรัก ความนับถือกับผู้คนรอบๆตัวคุณ
เพราะว่า ชีวิตนี้สั้นนัก สิ่งที่เรากระทำอาจมีผลต่อผู้คนเหล่านั้น
ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งโดยที่เราอาจคาดไม่ถึง
Wednesday, June 11, 2014
ความจริงเกี่ยวกับตลาดหุ้น
ความจริงเกี่ยวกับตลาดหุ้น
กาลครั้งหนี่ง ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งเต็ม
ไปด้วยฝูงลิง ชายคนหนึ่งได้เดินทางมา
ถึงและได้ประกาศแก่ชาวบ้านว่าเขายินดี
ซื้อลิงตัวละ 10 เหรียญ ชาวบ้านเห็นว่า
มีลิงอยู่เต็มรอบหมู่บ้าน จึงออกไปจับลิง
มาขายให้ชายคนนั้นซึ่งได้ซื้อลิงไปได้
หลายพันตัว จำนวนลิงรอบหมู่บ้านจึง
ลดน้อยยากที่จะจับมาขายได้อีก
ชาวบ้านเลยเลิกจับลิงมาขายให้อีก
ชายคนเดิมจึงประกาศขึ้นราคาลิง
เป็นตัวละ 20 เหรียญซึ่งทำให้ชาวบ้าน
หันกลับมาจับลิงอีก ไม่ช้าจำนวนลิงก็
ลดลงทำให้จับยากขึ้น ชาวบ้านจึง
หันกลับไปทำไร่และลืมเรื่องจับลิง
ชายคนนั้นได้ประกาศเพิ่มราคา
ให้เป็น 25 เหรียญ/ตัว แต่ว่าจำนวนลิง
หายากมากขึ้นและยากลำบากมากที่จะ
จับได้สักตัว ชายคนดังกล่าวจึงได้
ประกาศว่าเขาจะซื้อลิงตัวละ 50 เหรียญ
ถ้าชาวบ้านเอามาขายได้
แต่ว่าเขาจะต้องไปทำธุรกิจที่เมืองอื่น
ดังนั้น จึงได้มอบหมายให้ผู้ช่วยของเขา
ทำหน้าที่ซื้อลิงแทนเขา เมื่อชาย
คนนั้นเดินทางจากหมู่บ้านไป
ผู้ช่วยของเขาได้บอกกับชาวบ้านว่า
“ดูนี่สิ ในกรงมีลิงซึ่งเจ้านายข้าซื้อมา
เต็มกรงไปหมด เอาอย่างนี้มั้ย ข้าจะขาย
ลิงให้ท่านตัวละ 35 เหรียญเมื่อเจ้านาย
ข้ากลับมาจากต่างเมือง พวกท่านก็เอา
ลิงที่ซื้อไปจากข้าเอาไปขายให้เจ้านายข้าตัวละ 50 เหรียญ
กำไรเหนาะๆ” ชาวบ้านก็รวบรวมเงินออมที่มี
ไปซื้อลิงทั้งหมดออกมาเพื่อเตรียมขายให้ชาย
คนนั้น แต่ชาวบ้านทั้งหลายไม่เคยได้
้เห็นชายคนนั้นและผู้ช่วยของเขากลับ
มายังหมู่บ้านอีกเลย และตั้งแต่บัดนั้น
หมู่บ้านนั้นก็เต็มไปด้วยฝูงลิงเหมือนอย่างในอดีต
บัดนี้ ท่านทั้งหลายคงเข้าใจดีขึ้นละนะ
ว่าตลาดหุ้นมันทำงานอย่างไร
Sunday, October 6, 2013
การตัดสินคน
การตัดสินคน...##
@@ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดี จำเป็นต้องรอเวลาถึง 3 ชั่วโมง ในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อไปจุดหมายปลายทางเธอตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1เล่ม และคุกกี้ 1 ห่อ และเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกิน ฆ่าเวลาไปพลางๆ
เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1 แห่ง เมื่อนั่งลงก็เตรียมหนังสือและคุกกี้ เพื่ออ่านและกินไปพลางๆ เธอสังเกตเห็นว่าข้างๆเธอมีชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใครว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้างๆเขาหรือไม่
สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุกกี้ออกจากถุง ซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง แล้วกินมันทีละชิ้น เธอมองด้วยความโกรธแต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุกกี้และเฝ้ามองนาฬิกา ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอาย กำลังกินมันให้หมดสิ้นไป เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า
"ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการ ศึกษาแล้วละก็....ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย"ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น ทั้งสองส่งสายตามองกันเมื่อคุกกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำยังไงต่อ
ชายหนุ่มค่อยๆ หยิบคุกกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น
เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า "เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆ ช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ"
เธอลุกขึ้น หยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง
ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามอง หัวขโมยผู้ไร้มารยาท ซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง
ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่ออยู่ในกระเป๋าของเธอ เธอตกใจมาก ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า.... คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน เธอลุกขึ้นทันที แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง..........
***มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า
"สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นการเข้าใจผิด มีกี่ครั้งในชีวิต ที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น
และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย"
.........นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ก่อนตัดสินผู้อื่น หลายๆ สิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วคอยสงสัยตัวเองว่า
"เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง? เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่".........
Wednesday, August 28, 2013
ชีวิตของนกอินทรีย์
ชีวิตของ.."นกอินทรีย์"
นกอินทรีย์เป็นสัตว์ปีกที่มีอายุยาวนานที่สุดในโลก มันมีอายุยาวนานถึง70ปี เมื่อเราเอ่ยถึงมันก็คงต้องนึกถึงปีกอันสง่างาม และกรงเล็บที่ทรงพลัง แต่จะมีใครรู้หรือไม่ว่ามันมีช่วงชีวิตที่เป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงของมันด้วย
นกอินทรีย์พออายุ40ปีปากของมันจะงองุ้มจะจิกจะกินอะไรก็ทำได้ยาก เล็บมันจะยาวและโค้งงอมันจะจับสัตว์กินเป็นอาหารเหมือนเดิมมันก็ไม่อาจจะสามารถทำได้งง่าย และปีกที่งามของมันก็จะเกิดขนปกคลุมจนหนาและหนักทำให้มันบินแต่ล่ะครั้งต้องทำด้วยความยากลำบาก ช่วงเวลานี้กินเวลายาวนานถึง150วัน หรือประมาณ5เดือนกว่า พอมาถึงช่วงนี้มันมีทางเลือก2ทางในชีวิตคือหนึ่งฆ่าตัวตายเสีย กับทางเลือกที่สองคือต้องอดทนและต้องผ่านบททดสอบนี้ไปให้ได้ เมื่อมันเลือกทางเลือกที่หนึ่งมันก็สามารถทำได้ด้วยการเอากรงเล็บปาดคอตัวเองจบชีวิตมันลงหรือไม่ก็ทรมานตายไปเอง...แต่ถ้ามันเลือกทางเลือกที่สองมันต้องบินขึ้นสู่ภูเขาหินสูง และเคาะปากมันกับหินเป็นร้อยเป็นพันครั้งเพื่อให้จงอยปากของมันหลุดออกมา หลังจากนั้นมันจะต้องรอให้จงอยปากอันใหม่งอกขึ้นมา จากนั้นมันต้องเคาะเล็บตนเองที่งองุ้มกับพื้นหินที่แข็งๆให้เล็บหลุดออกมาทีละเล็บจนหลุดออกจนหมด มันต้องจิกขนที่หนาเตอะตรงอกตรงปีกออกทีละชิ้นทีละชิ้นจนขนที่หนาเตอะเหล่านั้นหมดไป แน่นอนกระบวนการเหล่านี้ต้องกินเวลานาน และเจ็บปวดทุกข์ทรมานแสนสาหัสสากรรจ์ กระบวนการจะเริ่มอย่างช้าๆและสิ้นสุดลงเมื่อครบ150วัน
เมื่อมันผ่านไปได้รางวัลของมันคือ ปากที่จะงอกออกมาใหม่สวยงามกว่าเดิม เล็บที่จะงอกออกมาใหม่เล็บแหลมคมและงออย่างสวยงามเหมาะแก่การล่าสัตว์หาอาหารและเหมาะแก่การดำรงชีวิต และของขวัญล้ำค่าอีกอย่างคือชีวิตที่จะมีต่อไปได้อีก30ปี เป็นชีวิตที่จะมี30ปีที่สง่างามและมีเกียรติ์ มันจะบินขึ้นบนท้องฟ้าอีกครั้งด้วยปีกที่ทรงพลังกว่าเดิม แต่ถ้าหากว่ามันไม่ผ่านบททดสอบมันไม่ยอมทนทุกข์ไม่ยอมเจ็บทนเอาปากออก ไม่ยอมเจ็บเพื่อจะเอาเล็บตนเองออก และไม่ยอมอดทนที่จะจิกเอาขนที่มีจำนวนมากมายและหนาเตอะออกเมื่อผ่าน150วันมันจะต้องตายในที่สุด...มีนกอินทรีย์หลายตัวมากที่ผ่านบททดสอบ และก็มีจำนวนมหาศาลมากเช่นกันที่ตายในบททดสอบ150นี้
มนุษย์เราเมื่อเกิดมาแล้วเราก็ต้องมีทั้งสุขและทุกข์ เมื่อเราเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องเจ็บปวดเราต้องอดทนจนถึงที่สุด เพราะเรารู้ว่าเมื่อเราผ่านมันไปได้ชีวิตเราย่อมมีสิ่งที่ดีรอเราข้างหน้าเมื่อผ่านไปได้แน่นอน ถ้ามีหลายครั้งที่เราเจ็บเหลือเกิน เราร้องไห้ เราล้มลงทั้งยืน ให้เราอย่าหมดหวังในชีวิต จงลุกขึ้นสู้อุปสรรคนั้น อย่าคิดทิ้งบททดสอบเหมือนนกอินทรีย์บางตัวที่ไม่ยอมทนเจ็บ ไม่ยอมทนทรมานเพียงชั่วคราว ช่วงเวลาแห่งความทุกข์มีกันทุกคน แต่มันไม่ได้มีตลอดนิรันดร์ เมื่อเราผ่านมันก็จะหายไปเองเหลือทิ้งไว้แต่ความเข้มแข็งของเราที่มีมากกว่าเดิม อุปสรรคไม่เคยฆ่าใครตาย อุปสรรคเป็นกำแพงที่มีเพื่อให้เราข้ามเพื่อที่เราจะเติบโต เพื่อที่เราจะแข็งแกร่งขึ้น เพื่อที่เราจะงดงามขึ้น จงเป็นดั่งนกอินทรีย์ที่มีชีวิตต่อไปได้อีก30ปีนั้นเถิด...
มนุษย์เราเมื่อเกิดมาแล้วเราก็ต้องมีทั้งสุขและทุกข์ เมื่อเราเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องเจ็บปวดเราต้องอดทนจนถึงที่สุด เพราะเรารู้ว่าเมื่อเราผ่านมันไปได้ชีวิตเราย่อมมีสิ่งที่ดีรอเราข้างหน้าเมื่อผ่านไปได้แน่นอน ถ้ามีหลายครั้งที่เราเจ็บเหลือเกิน เราร้องไห้ เราล้มลงทั้งยืน ให้เราอย่าหมดหวังในชีวิต จงลุกขึ้นสู้อุปสรรคนั้น อย่าคิดทิ้งบททดสอบเหมือนนกอินทรีย์บางตัวที่ไม่ยอมทนเจ็บ ไม่ยอมทนทรมานเพียงชั่วคราว ช่วงเวลาแห่งความทุกข์มีกันทุกคน แต่มันไม่ได้มีตลอดนิรันดร์ เมื่อเราผ่านมันก็จะหายไปเองเหลือทิ้งไว้แต่ความเข้มแข็งของเราที่มีมากกว่าเดิม อุปสรรคไม่เคยฆ่าใครตาย อุปสรรคเป็นกำแพงที่มีเพื่อให้เราข้ามเพื่อที่เราจะเติบโต เพื่อที่เราจะแข็งแกร่งขึ้น เพื่อที่เราจะงดงามขึ้น จงเป็นดั่งนกอินทรีย์ที่มีชีวิตต่อไปได้อีก30ปีนั้นเถิด...
Saturday, August 24, 2013
การประกวดเมล็ดพันธ์ข้าวโพด
ครั้งหนึ่งในอเมริกากลาง
ทุก ๆ ปีจะมีการประกวดเมล็ดพันธ์ข้าวโพด
หลังจากการประกวดชายผู้ที่ชนะเลิศที่หนึ่ง
เขาทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง นั่นคือ ...
ทันทีที่เขาชนะ
เขาได้นำเมล็ดพันธ์ที่เพิ่งชนะการประกวด
แจกให้กับผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขันและกล่าวว่า
เอาเมล็ดพันธ์นี้ไปปลูกน่ะ แล้วปีหน้าเรามาแข่งกันใหม่
ในปีต่อมา ...
เขาก็ชนะการประกวดเมล็ดพันธ์ข้าวโพดอีก
เขาเดินแจกเมล็ดพันธ์ที่เขาเพิ่งชนะให้กับคนอื่น ๆ
แล้วบอกว่า ...
เอาไปปลูกน่ะ แล้วปีหน้าเรามาแข่งกันใหม่
ชายผู้นี้ชนะการประกวดเมล็ดพันธ์ข้าวโพด
ติดต่อกัน 6 ครั้ง และเขาก็แจกเมล็ดพันธ์ที่ชนะ
ให้ผู้แข่งขันคนอื่น ๆ ทุกปี
มีนักข่าวถามเขาว่า ...
ไม่เป็นการง่ายกว่าหรือ ถ้าเขาเก็บเมล็ดพันธ์ที่ดี
โดยไม่แบ่งคนอื่น เขาก็จะได้ชนะง่าย ๆทุกปี
เขาตอบว่า ... แสดงว่า ...
คุณไม่เข้าใจในการปลูกพืช คุณเคยได้ยินคำว่า ...
การกลายพันธ์ไหม ถ้าไร่ของผมมีเมล็ดพันธ์ที่ดี
บังเอิญไร่ของเพื่อนบ้านมีแต่เมล็ดพันธ์ที่แย่ ๆ
วันหนึ่ง ลมก็จะพัดเอาเกสรของเมล็ดพันธ์ที่แย่ ๆ
มาตกในไร่ของผม ทำให้เมล็ดพันธ์ผมแย่ไปด้วย
มันไม่เป็นการดีหรอกหรือ ...
ที่ทุกคนมีเมล็ดพันธ์ที่ดีแล้ว ...
ถึงตอนนั้นมาแข่งกันว่า ...
ใครขยัน รดนำพรวนดินดีกว่ากัน
มีคำกล่าวว่า ...
ถ้าคุณมีเมล็ดพันธ์ความคิดที่ดี คุณเก็บไว้กับตัว
ไม่แบ่งปันใคร ถึงวันหนึ่งเมล็ดพันธ์แห่งความคิดนั้น
ก็จะตายไปพร้อมคุณ
เป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ที่ความคิดและความรู้
ยิ่งให้ออกไป เรายิ่งได้รับกลับมา
และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คน ๆ นั้น
ประสบความสำเร็จที่มากขึ้นไปพร้อม ๆ กับ
การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าในสังคม
Tuesday, August 20, 2013
ปล้นธนาคารที่กวงซู
วิชา ความรู้ ประสบการณ์ และโอกาส เรียนรู้จากการปล้นธนาคารที่ กวงซู ที่ทั้งฮาและมีสาระครับ
1. โจรตะโกนคำแรกเมื่อชักปืนออกมาว่า
"ทุกคนอย่าขยับ เงินเป็นของรัฐ แต่ชีวิตเป็นของคุณ"
ทุกคนนอนอย่างสงบบนพื้น ไม่มีใครเสี่ยงชีวิตของตัวเองเพื่อปกป้องเงินของรัฐ
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "เทคนิคการเปลี่ยนแนวคิด" บิดเบือนนิดเดียวความคิดเราก็เปลี่ยนไปไกลแล้ว
2.ผู้หญิงคนนึงนอนอยู่บนโต๊ะและกำลังจะกรี๊ด ทันใดนั้นโจรตะโกนใส่ผู้หญิงว่า "เรามีวัฒนธรรม ผมมาปล้นแบ๊งค์ ไม่ได้มาข่มขืนคุณ!!"
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "การเป็นมืออาชีพ" ตั้งมั่นในเป้าหมายอย่างเดียวไม่ว่อกแว่ก
3. เมื่อโจรกลับถึงฐานลับ โจรวัยรุ่นที่จบการศึกษาระดับปริญญาโท MBA บอกกับรุ่นพี่โจรว่า "เรามานับเงินกันดีกว่า ว่าได้มาเท่าไหร่" แต่รุ่นพี่โจรที่จบเพียงชั้นประถมกล่าวว่า "แกนี่มันโง่มากเลย เงินตั้งเยอะตั้งแยะ จะนับยังไง คืนนี้ทีวีจะบอกเองแหล่ะว่า เราได้มาเท่าไหร่!!"
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "ประสบการณ์" ซึ่งในปัจจุบันประสบการณ์มีค่ามากกว่าใบปริญญามากมายนัก
4. เมื่อโจรกลับไปแล้ว รองผู้จัดการจะโทรหาตำรวจที่เบอร์ 191 แต่ผู้จัดการธนาคารกลับค้านว่า "เดี๋ยวๆๆ ใจเย็นๆ โจรเอาเงินไปเท่าไหร่ เรามานับกันก่อน แล้วบอกตำรวจว่าโจรเอาไปมากกว่านั้น"
เราเรียกสิ่งนี้่ว่า "กินตามน้ำ"
5. ผู้จัดการเปรยว่า "นั่นสิ จริงๆแล้วถ้ามีโจรมาปล้นธนาคารทุกเดือนก็ดีสินะ"
เราเรียกสิ่งนี้่ว่า "การเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส"
6. วันถัดมา ทีวีทุกช่องออกข่าวกันว่า มีโจรปล้นธนาคาร 100 ล้านบาท แต่ว่าโจรที่ปล้นไปนับแล้วนับอีก ไม่ว่าจะนับกี่รอบ ก็นับได้แค่ 20 ล้านบาทเท่านั้น โจรโกรธมากแล้วพูดว่า "เราเสี่ยงตายและปล้นธนาคารออกมาได้แค่ 20 ล้านบาท แต่เจ้าผู้จัดการธนาคารแค่มันหัวไวนิดเดียว มันทำเงินได้ถึง 80 ล้านบาท การศึกษามีดีอย่างนี้นี่เอง"
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "ความรู้มีค่ามากกว่าทองคำ"
7. ผู้จัดการธนาคารยิ้มอย่างเริงร่า เพราะว่าอยู่ดีๆเขาก็มีเงินเพิ่มขึ้นถึง 80 ล้านบาท จากการที่มีโจรมาปล้นธนาคารเขา
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "โคตรโกง" โจรเสื้อนอกร้ายกาจกว่าโจรปล้นแบ้งค์ยิ่งนัก
Monday, August 19, 2013
ก้อนหินก้อนใหญ่
วันหนึ่งเณรน้อยเจ้าปัญญา มาหาพระอาจารย์ ....“พระอาจารย์ คุณค่าในตัวของข้าคืออะไร ”
พระอาจารย์ “ไปสวนหลังบ้านเก็บก้อนหินก้อนใหญ่มา 1 ก้อน เอาไปวางขายที่ตลาด ถ้ามีคนถามราคา ไม่ตอบ แค่ชู 2 นิ้ว ถ้าเขาต่อรอง อย่าขาย เอากลับมา อาจารย์จะบอกเองว่า คุณค่าในตัวของเจ้าคืออะไร”
วันรุ่งขึ้น เณรน้อยอุ้มหินไปวางขายที่ตลาด คนจ่ายตลาดเดินผ่านไปผ่านมา ต่างแปลกใจ มีแม่บ้านเดินมาถาม “ก้อนหินขายเท่าไหร ?”
เณรน้อยชู 2 นิ้ว
“2 เหรียญ”
เณรน้อยสั่นหัว
“งั้นก็ 20 ก็ได้ จะได้เอาไปทับผักกาดดอง”
เณรน้อยคิดในใจ “แม่เจ้าโว๊ย หินไร้ค่านี้ขายได้ตั้ง 20 เหรียญ บนเขาวัดข้ามีเยอะแยะเณรน้อยก็ไม่ขายตามที่พระอาจารย์บอก ไปพบพระอาจารย์ด้วยความดีใจ
“อาจารย์ วันนี้มีแม่บ้านคนหนึ่งให้ราคา 20 เหรียญจะซื้อหินของข้า อาจารย์บอกได้หรือยังว่า คุณค่าในตัวของข้าคืออะไร”
อาจารย์ “ไม่ต้องรีบ พรุ่งนี้ เอาไปวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ ถ้ามีคนถามราคา ไม่ตอบพูด แค่ชู 2 นิ้ว ถ้าเขาต่อรอง อย่าขาย เอากลับมา แล้วมาคุยกันใหม่”
วันต่อมา ใน พิพิธภัณฑ์ มีจีนมุงล้อมวง คุยกันเองว่า “หินธรรมดาก้อนหนึ่ง มีค่าอะไรมาวางไว้ในพิพิธภัณฑ์” มาวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ได้ มันก็ต้องมีคุณค่าของมัน แต่เราอาจจะไม่รู้ตอนนี้ มีคนโผล่มา ตะโกนถามเณรน้อยว่า “เณรน้อย หินก้อนนี้เท่าไหร่ขาย ”
เณรน้อยชู 2 นิ้ว
“200 เหรียญ”
เณรน้อยสั่นหัว
“งั้นก็ 2000 แล้วกัน กำลังหาหินไปแกะสลักพระพุทธรูป”
เณรน้อยตกใจ มากกว่าเมื่อวานอีก ก็ไม่ขายตามที่พระอาจารย์บอก ไปพบพระอาจารย์ด้วยความดีใจ
“อาจารย์ วันนี้มีคนให้ราคา 2000 เหรียญจะซื้อหินของข้า วันนี้อาจารย์ต้องบอกข้าแล้วนะว่า คุณค่าในตัวของข้าคืออะไร”
อาจารย์หัวเราะชอบใจ “พรุ่งนี้เอาไปที่ร้านขายวัตถุโบราณ เหมือนเดิม แล้วเอากลับมา ครั้งนี้ อาจารย์บอกคำตอบเธอแน่ ๆ “
วันต่อมา เณรน้อยเอาหินไปที่ร้านขายวัตถุโบราณ ก็ยังมีคนมามุงดู มีคนพูดว่า นี่มันหินอะไรว่ะ มาจากถิ่นไหน ของราชวงศ์ไหน ใช้ทำอะไร
สุดท้ายมีคนมาถามราคา “ เณรน้อย หินก้อนนี้เท่าไหร่ขาย ?”
เณรน้อยชู 2 นิ้ว
“20,000 เหรียญ”
เณรน้อยตกใจอ้าปากค้าง อุทานเสียงดัง “หา” คนนั้นนึกว่าตัวเองให้ราคาต่ำไป ทำให้เณรน้อยรมณ์เสีย แก้ไขทันทีว่า “ไม่ ๆ ๆ ข้าพูดผิดแล้ว ข้าจะให้เจ้า 200,000”
เณรน้อยได้ยินดังนั้น อุ้มหินวิ่งหนีกลับไปบนเขาหาพระอาจารย์ทันที พูดกับอาจารย์แบบกระหือกระหอบว่า “อาจารย์ครั้งนี้เรารวยแล้ว มีโยมจะให้ราคาเรา 2 แสนเพื่อซื้อหินก้อนนี้ อาจารย์บอกได้หรือยังว่า คุณค่าในตัวของข้าคืออะไรกันแน่ ?”
อาจารย์ลูบหัวเณรน้อย พูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดูว่า
“เจ้าหนูน้อย คุณค่าในตัวเจ้าก็เหมือนหินก้อนนี้ ถ้าวางตัวเองในตลาดสด เจ้าก็มีค่า 20 ถ้าเอาตัวเจ้าไปวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ เจ้าก็มีค่า 2000 ถ้าไปอยู่ในร้านขายวัตถุโบราณ เจ้าก็มีค่า 2 แสน เวทีชีวิตต่างกัน ตำแหน่งวางตัวต่างกัน คุณค่าของคนก็เปลี่ยนไป”
Friday, January 27, 2012
ทองคำลึก 3 ฟุต

ต่อไปนี้คือเรื่องราวของ "ทองคำลึก 3 ฟุต" ที่แสนลือลั่น
ในยุคตื่นทองของสหรัฐอเมริกา ลุง ของ อาร์. ยู. ดาร์บี้ ก็เป็นโรคตื่นทองกับไปเขาเหมือนกัน
ลุงของเขาได้ร่วมเดินทางไปทางฝั่งตะวันตกของโคโลราโด เพื่อไปขุดหาทองคำ ด้วยความหวังว่า
หากพบสายแร่ทองคำ เขาก็จะได้มีโอกาสพบกับความร่ำรวย
แล้วลุงของเขา ก็ไปขอสิทธิ์ในการขุดทองคำ จากนั้นจึงเริ่มเข้าไปทำงานขุดและร่อนทอง
หลังจากทำงานได้หลายสัปดาห์ ลุงของเขาก็พบกับทองคำ สมดังที่ตั้งใจไว้ ลุงของดาร์บี้
จึงรีบปิดเหมืองทองเล็กๆของเขาไว้ก่อน โดยไม่บอกให้ใครรู้ และรีบกลับไปบ้านเกิดที่
วิลเลียมเบิร์ก รัฐแมรีแลนด์ เพื่อบอกเรื่องการพบทองคำครั้งนี้กับ ญาติ และเพื่อนสนิท
บางคนของเขา
เมื่อได้ทราบข่าวดีนี้ ลุงของดาร์บี้ พร้อมกับญาติๆ และเพื่อนๆ ก็ได้รวบรวมเงินกัน
เพื่อสร้างเหมืองขุดเจาะทองคำ ซึ่ง อาร์. ยู. ดาร์บี้ เองก็ได้ตัดสินใจเข้าร่วมลงทุน
กับลุงของเขาด้วย และเมื่อรวบรวมเงินทุนได้ พวกเขาทุกคนก็รีบกลับไปที่เหมือง
เพื่อขุดหาทองคำต่อทันที
แล้วก็เป็นจริงอย่างที่ลุงของเขาพูดไว้ พวกเขาได้พบว่ามี สายแร่ทองคำอยู่ในหลุมแรก
ที่พวกเขาลงมือขุด ซึ่งเพียงทองคำที่เขาขุดได้ในหลุมแรกนั้น ก็ได้พิสูจน์ว่า พวกเขากำลัง
จะกลายเป็นหนึ่งใน เจ้าของเหมืองทองคำที่รวยที่สุดในโคโลราโด และถ้าเขาเจอสายแร่ทองคำ
เพิ่มขึ้นอีกสักสองสามหลุม แล้วล่ะก็ นอกจากพวกเขาจะสามารถล้างหนี้สินได้ทั้งหมดแล้ว
พวกเขาก็จะร่ำรวยมหาศาลทีเดียว
พวกเขาขุดลึกลงไป ขุด ขุด แล้วก็ขุดด้วยความหวังอันเปี่ยมล้น ที่ได้รับจากทองคำในหลุมแรกนั้น
แต่แล้ว มันกลับไม่เป็นไปอย่างที่พวกเขาคาดคิดไว้เพราะแม้ว่าพวกเขาจะขุดลึกลงไปสักแค่ไหน
มันกลับไม่มีสายแร่ทองคำให้เห็นอีกเลย
แม้กระนั้นก็ตาม พวกเขาก็ยังคงพยายามขุดต่อไปอีก แต่… มันก็ยังคงมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น
มันไม่มีสายแร่ทองคำให้เห็นอีกแล้ว ในที่สุดพวกเขาก็ได้ตัดสินใจที่จะ…หยุด
พวกเขาได้ตัดสินใจ หยุดขุดหาสายแร่ทองคำ และขายเหมืองทองคำนั้นต่อให้กับพ่อค้าซื้อขายของเก่าคนหนึ่ง ในราคาเพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์ แล้วพากันนั่งรถไฟกลับบ้านอย่างสิ้นหวัง
แต่ พ่อค้าซื้อของเก่าคนนั้น ได้นำเรื่องเหมืองทองที่เขาซื้อมานี้ไปปรึกษากับ “วิศวกรเหมืองทองคำ” ซึ่งเมื่อวิศวกรผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเหมืองทองคำ ทำการตรวจสอบแล้วพบว่า…
“สาเหตุที่ีโครงการนี้ล้มเหลวไปก่อน ก็เพราะ เจ้าของเหมืองคนเดิม (ลุงของเขาและพวก) ไม่คุ้นเคยกับ เส้นทางของสายแร่ทองคำ และจากการคำนวณโดยละเอียดแล้ว วิศวกรก็บอกว่า…
สายแร่ทองคำอยู่ห่างออกไปจาก จุดที่ ดาร์บี้ หยุดขุด แค่ 3 ฟุต เท่านั้น”
เหมืองแร่ทองคำแห่งนั้น ได้ทำเงินให้พ่อค้ารับซื้อของเก่าคนนั้นนับล้านดอลลาร์ เพียงเพราะเขารู้ว่า…
ควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะล้มเลิกความตั้งใจ
หลังจากนั้นมา ดาร์บี้ ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะเอาเงินทุนกลับคืนมาให้ได้ แล้วเขาก็ได้มีโอกาสเข้าสู่ธุรกิจขายประกันชีวิต ซึ่งทำให้เขาได้ค้นพบว่า
“ปณิธาน” สามารถแปรเปลี่ยนเป็น “ทองคำ” ได้
แล้ว อาร์. ยู. ดาร์บี้ ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในงานใหม่ของเขา ดาร์บี้ ได้กลายเป็นหนึ่งในนักขายเพียงไม่กี่คนที่ทำยอดขายประกันชีวิตได้ มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ ต่อปีเพราะ เขายึดมั่นต่อบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากเหมืองทองคำ
เขากล่าวว่า… “ผมเคยสูญเสีย ความร่ำรวย ไป เพียงเพราะว่า ผมตัดสินใจ หยุดขุดก่อนที่จะถึง สายแร่ทองคำ เพียง 3 ฟุต เท่านั้นเอง ดังนั้น เมื่อผมขายประกัน ผมจะไม่ยอมหยุดขาย เพียงเพราะลูกค้าตอบว่า ‘ไม่’ โดยเด็ดขาด“
ขอให้ทุกท่านที่ได้อ่านบทความนี้ เป็นผู้มีจิตใจเข้มแข็ง และไม่ยกธงขาวเร็วเกินไปนะครับ
Wednesday, December 21, 2011
ยาอายุวัฒนะ: ไข่ดิบดองน้ำส้มสายชูหมัก

ยาอายุวัฒนะสูตรไข่ดิบดองน้ำส้มสายชูหมัก
เส้นเลือดหัวใจตีบ คลอเรสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง-ต่ำ เบาหวาน ปวด บวม ชา ไหล่ติด ละลายหินปูน บำรุงสายตา ฯลฯ
สรรพคุณ : รักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (โรคหัวใจ) เลือดข้นและเหนียว เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ ลดไขมันในเลือด (ทั้งคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์) ไทรอยด์ อัมพฤกษ์หรืออัมพาต อันเนื่องจากเส้นเลือดในสมองตีบ ละลายหินปูน อาการเมื่อยชา ตึง ปวด และบวมตามร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณด้านหน้าแหละด้านหลัง ปวดเข่า ปวดหลัง ขาไม่มีเรื่ยวแรง (ซึ่งส่วนใหญ่เกดจากหินปูนที่งอกพอกกระดูกสันหลังเบียดหรือทับเส้นประสาท) โรคข้ออักเสบ เช่นข้อนิ้วมือแข็งแรงและงอไม่ลงเป็นต้น ไหล่ติด อาการหน้ามืดบ่อยๆ หมดความรู้สึกทางเพศ ทำให้หลอดเลือดสะอาด เลือดหมุนเวียนได้สะดวก สร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ไม่เกิดสิว แผลสด จะหายเร็วกว่าปกติ ใบหน้าอ่อนวัน แข็งแรงกว่าเดิม เป็นยารักษาาโรคครอบจักรวาล สำหรับผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไป ไม่มีผลข้างเคียงเพราะมาจากธรรมชาติสุดแสนประหยัด สามารถทำได้เอง และ ได้ผลอย่างแท้จริง
ตัวยา :
1. น้ำส้มสายชูหมัก จากข้าวหรือผลไม้จะมีวิตามินซีสูงมาก (น้ำส้มสายชูหมักมีสีคล้ายกับสีของน้ำชาอ่อน ไม่ใสเหมือนสีของน้ำส้มสายชูกลั่น ซึ่งเป็นสารเคมี) นิยมใช้เป็นส่วนผสมของน้ำจิ้มในร้านอาหารจีน,บ้านคนจีน,โต๊ะจีน ฯลฯ ได้แก่ตรา DIAMOND เป็นน้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรดแท้ 100% มีกรดน้ำส้ม 42% (ปัจจุบันมีขายใน FOODLAND เพียงแห่งเดียว มีหลายสาขา) มีมาตราฐานการผลิตสูง น้ำส้มสีชาอ่อน สดใส เก็บไว้ได้นานประมาณ 3 ปี จึงหมดอายุ (ดูได้ที่ขวดบรรจุ)
หมายเหตุ น้ำส้มสายชูหมักมีคุณภาพเหมาะสมต้องมีกรดน้ำส้มอยู่ประมาณร้อยละ 4.2 ถึง 4.5 และต้องทำให้เปลือกไข่นิ่มลงหลังจากดองได้ 1-2 วัน อาจสังเกตเพิ่มเติมได้ว่า ทันทีี่เริ่มดองจะมีก๊าซเล็กๆ (ฟองอากาศ) จำนวนมากผุดออกมาจากเปลืองไข่ในส่วนทีี่สัมผัสกับน้ำส้มสายชูหมัก
2. ไข่ไก่สดใหม่ 8 ฟอง ต่อน้ำส้มสายชูหมัก 1 ขวด (ถ้าทาน 2 คนใช้ไข่ไก่ 16 ฟอง ต่อน้ำส้ม 2 ขวด ไข่ไก่ขนาดเล็กเบอร์ 3 หรือ เบอร์ 4 จะเหมาะที่สุด) ห้ามแช่เย็นมาก่อน ถ้าใช้ไข่จะเน่าเสียทั้งหมด เสียทั้งน้ำส้ม ไข่ และเวลา
3. โหลแก้ว เท่านั้น ขนาดเบอร์ 8 จำนวน 2 ใบ การณีที่ต้องการทานยาต่อเนื่อง ซึ่งไข่จะไม่ซ้อนกัน เพราะหากซ้อนกันมากไข่มีโอกาสแตกได้ง่าย
การเตรียมยา
เช็ดผิวไข่ให้ สะอาด อาจแช่น้ำหรือขัดในน้ำให้สะอาดเบาๆ เช็ดให้แห้งนำไปเรียงในโหลแก้ว เทน้ำส้มสายชูโดยให้น้ำสายส้มชูท่วมไข่ (1 โหลต่อไข่ 8 ฟอง) ทิ้งไว้นาน 4-5 วันเต็ม ยาจะได้พอดีเปลือกไข่จะยุบเหมือนแป้ง ไข่จะนิ่มทั้งฟอง ภายในหนึ่งหรือสองวัน ไม่ควรปิดฝาขวดให้แน่น เพื่อให้แก๊สที่เกิดระบายสู่บรรยากาศได้โดยง่าย หลังจากนั้นควรปิดฝาขวดโหลครบ 4-5 วัน นำไข่ออกมารับประทานวันละ 1 ฟอง จนหมดจึงทิ้งน้ำส้ม ทานติดต่อกันไปจึงได้จะได้ผลเร็วมาก
การรับประทานยา
นำไข่ซึ่งนิ่ม 1 ฟอง เปิดน้ำประปาล้างไข่พร้อมใช้นิ้วลูบเปลือกไข่เบาๆ เปลือกไข่จะยุ่ยหลุดออกมาเหมือนแป้งจนเกือบหมดเหลือเพียงเยื่อใสๆ ซึ่งหุ้มไข่ขาวและไข่แดงอยู่ภายใน นำไข่ใส่แก้ว เจาะเยื่อหุ้มไข่ (วางไข่ในแก้ว ป้อง ไข่กระเด็น แล้วใช้ไม้จิ้มฟันเจาะเอาเยื้อหุ้มไข่ทิ้ง) นำไข่แดงและไข่ขาวมารับประทานหลังอาหารเช้า วันละ 1 ฟอง ห้ามทานตอนท้องว่าง ถ้ารับประทานยากให้ผสมน้ำผึ้งก็ได้แต่ผสมกับน้ำเชื่อมจะคล้ายบัวลอยทานง่าย ที่สุด ห้ามทำให้สุกเด็ดขาด น้ำส้มจะเสื่อมสภาพ หลังรับประทานแล้วให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาให้มากๆ ทั้งวันเพื่อระบายท้องเสีย หลังทานยาห้ามดื่มน้ำเย็นทันทีเพราะอาจทำให้คลื่นไส้ได้ ถ้าหายดีแล้วควรทานเป็นประจำ แต่ลดยาลงเหลืออาทิตย์ละ 2-3 ฟอง (ทุกครั้งที่ทานยาห้ามนอนทันี แต่ควรทำอะไรไปพรางก่อนเพื่อให้ยาเดิน สำคัญมาก) การทานหลังอาหารมื้อเช้าประมาณ 10-15 นาที จะดีที่สุด แล้วทานน้ำมะนาวหรือของเปรี้ยวอื่นๆ ชิ้นเล็กๆ ตบท้าย จะช่วยให้รู้สึกดีมาก มีน้อยมากที่จะพบเฉพาะบางท่านเท่านั้น ที่รับประทานยาติดต่อกันหลายวัน อาจมีอาการร้อนใน เช่น ปากเป็นเม็ด ริมฝีปากแห้ง หรือมีขี้ตา เป็นต้น ควรหยุดทานยาชั่วคราว แล้วแก้อาการร้อนในด้วยการรับประทาน ยาเขียวตราใบห่อ ชนิดระบายอ่อน ในบางกรณีอาการปวดหรือชาอาจมากขึ้นภายในหนึ่งหรือสองวัน ให้อดทนรับประทานต่อไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอาการจะดีขึ้น เห็นได้ชัด เนื่องจากเป็นช่วงยาออกฤทธิ์ใหม่ๆ ขับอาการของโรคออกแล้วจะรู้สึกดีขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ที่กำลังป่วยอยู่
ประวัติและการวิเคราะห์การทำงานของยา
ไข่ดองน้ำส้ม สายชูหมัก เป็นตำรายาโบราณของจีนในสมัยพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ ได้สืบทอดต่อมาจนถึงนี้ ได้เผยแพร่ไปทั่วแถบเอเชีย และในหมู่ชาวจีน ในประเทศอเมริกา ผู้นำตำรามาเผยแพร่คนแรกได้นำยามาทานเอง และแนะนำให้เพื่อนฝูงทานด้วย ได้ผลดีเหมือนปาฏิหารย์สามารถรักษาโรคได้หลายโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคของผู้สูงอายุ ผู้เผยแพร่ทานยา ไปแล้วกว่า 100 ฟอง ได้ผลดีเหมือนอย่างหนังกำลังภายใน สังเกตจากการเดินขึ้นบันได จะไม่เหนื่อย เหมือนแต่ก่อน เพราะหัวใจจะแข็งแรงมากเป็นพิเศษ ต่อจากนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ได้แก่
1. ผู้มีอาการเสี่ยงต่อการช๊อก ได้แก่โรคหัวใจ (เจ็บแปลบๆ ปวดจี๊ด สาเหตุ เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเพราะเส้นเลือดฝอยตีบ) , ผู้ที่เคยผ่าตัดหัวใจ (ทำบายพาสมาแล้วแต่เป็นซ้ำอีก) , หัวใจโต , ผู้มีน้ำตาลในเลือดสูงมากถึงขึ้นต้องฉีดอินซูลิน , ผู้มีความดันโลหิตสูง เส้นเลือดฝอยมีโอกาสเปราะแตะอาจะเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ อาการเสี่ยงเหล่านี้จะหมดไปอย่างรวดเร็วในทันทีที่เริ่มทานไข่ดองน้ำส้ม สายชูหมักซึ่งจะรู้สึกได้เอง ยิ่งสามารถทานต่อเนื่องได้ทุกวัน ผู้ป่วยจะรู้สึกได้เองว่ายานี้ได้ผลดีจริงในระยะเวลาที่เร็วมาก อีกทั้งน้ำส้มสายชูหมักมีวิตามินซีสูงมากทำให้เส้นเลือดเหนียว และเปราะแตกได้ยากมาก
2. สำหรับผู้ป่วยที่มีผลการตรวจขอแพทย์เป็นตัวเลขยืนยันชัดเจน เมื่อทานยาติดกันประมาณ 30 ฟอง แล้วไปให้แพทย์เจาะเลือด ผลประากฎว่าระดับน้ำตาล , ความดัน , ครอเรสเตอรอล ไตรกรีเซอร์ไรด์ จะลดลงใกล้เคียงปกติทุกคน ยังไม่เคยมีใครทานยานี้แล้วไม่ได้ผล เพียงแต่ต้องทำยาให้ถูกต้อง และทานยากให้ต่อเนื่องจึงจะถูกวิธี โดยผู้ป่วยทุกรายยืนยันเองได้ผลจริง และได้ผลเร็วเกินคาด
3. โรคต่างๆ ที่เกิดจากหินปูนกดทับเส้นประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว ได้แก่ อาการเมื่อย ชา ปวด บวม ข้อและเข่าอักเสบ ไหล่ติดนิ้วมือเท้าแข็ง ตับ ไต ไทรอยด์ นอนไม่หลับ ฯลฯ รักษาได้ผลดีรวดเร็วมาก เพราะ น้ำส้มจะละลายหินปูนตามข้อต่างๆ รวมทั้งนิ่วและในไต น้ำส้มจะทำให้เส้นประสาทสั่งการจากสมองทำงานได้สมบูรณ์ด้วยการทำความสะอาด เส้นเลือดฝอยทุกเส้น ทำให้เลือดเดินได้สะดวก อวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ตับอ่อน ไต หัวใจ ม้าม ฯลฯ ก็สามารถฟื้นตัวทำงานได้ปกติ โดยอาศัยความสามารถของไข่ไก่ เป็นตัวพาน้ำส้มไปทำความสะอาดผนังหลอดเลือดในรูปของสารอาหารเพราะน้ำส้ม สายชูหมักถือเป็นสิ่งแปลกปลอมทางร่างกาย รับประทานโดยตรงร่างกายจะไม่ดูดซึม และขับออกทั้งหมดทางปัสสาวะจึงไม่สามารถใช้ประโยชน์โดยตรงได้
4. น้ำส้มสายชูหมักในไข่ไก่ จะละลายหินปูนและทำความสะอาดผนังทางหลอดเลือดทั่วร่างกาย แม้แต่ในกระดูกตั้งแต่เส้นเลือดใหญ่จนถึงเส้นเลือดฝอยอย่างละเอียดทำให้ ปัญหาในการอุดตันในเส้นเลือดฝอยที่เป็นเส้นประสาทสั่งการสำคัญๆ สะอาด เลือดไหลเวียนสะดวก ทำให้ยานี้รักษาโรคอัมพฤกษ์และอัมพาตหายและได้ผลจริง โดยหลักการที่ว่าเมื่อหลอดเลือดสะอาดจะทำให้เซลล์เนื้อเยื่อทั่วร่างกายฟื้น ตัวกลับสู่ปกติ เพราะได้รับสารอาหารและออกซิเจนจากเลือดอย่างพอเพียงและทั่วถึง และดึงของเสียที่เกิดจากการใช้งานขอเซลล์กลับออกมาทำให้ปราศจากเซลล์เสียใน ร่างกายเท่ากับการป้องกันและยับยั้งการเกิดการขยายตัวของเซลล์มะเร็วโดย อัตโนมัติ ทานยานี้เป็นประจำจะช่วยป้องกันและรักษาโรคได้ทุกชนิดดังกล่าวมา นับว่าเป็นยาอายุวัฒนะที่มีสรรพคุณวิเศษต่อมวลมนุษย์อย่างแท้จริง เพราะราคาถูกทำเองได้ง่ายๆ ไม่ต้องทานยาแนปัจจุบันที่เป็นสารเคมีและราคาแพงไปตลอดชีวิต แต่อาการทรงตัวไม่สามารถหายขาดได้ และยังมีผลข้างเคยีงติดตามมาเป็นอันตรายต่อตับและไตอย่างมาก
5. ยาไข่ดองน้ำส้มสายชูหมักนี้ใช้ได้ผลดีจริง และได้ผลรวดเร็วมากอย่างน่าทึ่ง เท่าที่ทราบ ยาชนิดนี้เข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยมากกว่า 50 ปีแล้ว แต่ที่ไม่แพร่หลายในสังคมไทยอย่างเปิดเผยเป็นทางการเพราะ โรคดังกล่าวเป็นของผู้สูงอายุเป็นโรคเดียวกับที่แพทย์แผนปัจจุบันรักษาอยู่ ทั่วโลก เพราะผู้สูงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มีจำนวนมากที่สุดในโลกเป็ฯกลุ่มมีรายได้มีกำลังซื้อยาสูง และจำเป็นต้องซื้อยาในราคาแพง เพราะป่วยจึงไม่มีทางเลือกทั้งคนรวยคนจน แต่คนจนมีมากกว่าจึงได้รับความเดือนร้อนทางการเงินมากกว่าซึ่งหากยานี้ได้ รับการยอมรับอย่างเปิดเผยเป็นทางการ ก็อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจการขายยาโดยทั่วไป แต่คงไม่นานนักเนื่องจากยานี้เป็นสูตรยาโบราณของคนจีน ส่วนใหญ่รู้จักในหมู่คนจีน แต่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก และยังเป็นยาที่ทำยากและทานยาก จึงไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก เพียงสนใจเป็นกลุ่มๆ เท่านั้น แต่ถือเป็นโชคดีอย่างมหาศาลหากผู้ป่วยท่านใดมีโอกาสได้ทานยาเพื่อพิสูจน์ คุณภาพยาขนานนี้ด้วยตนเองก็จะช่วยให้หายป่วยได้อย่างรวดเร็วรามปาฏิหารย์ ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายเป็นอย่างยิ่ง
Thursday, September 22, 2011
แบบทดสอบทายใจแบบญี่ปุ่น
ลองมาดู แบบทดสอบ ทายใจแบบญี่ปุ่น กันดีกว่า ว่าจะตรงกับนิสัยของตัวเราหรือเปล่านะ
1. ถ้าต้องเกิดใหม่ และให้เลือกได้แค่ 2 แบบ ต่อไปนี้เท่านั้น
ก. หน้าตาแย่สุดๆ แต่หุ่นเช้งวับ ข. หน้าตาเลิศ แต่หุ่นแย่สุดๆ
2. ถ้าในโลกเหลือคนดีๆ แค่ 2 คน และจำเป็นต้องแต่งงานกับเขา คุณจะเลือกใคร ระหว่าง
ก. คนที่สูงใหญ่กว่าเราครึ่งหนึ่ง ข. คนที่ตัวเล็กกว่าเราครึ่งหนึ่ง
(เช่นถ้าเราสูง 160 เขาสูง 190 หรือสูง 130 เป็นต้น)
3. มีสำนักงานพิมพ์เชิญไปเขียนหนังสือรวมเล่มดารา คุณจะเลือกหน้าปกหนังสือแบบไหน
ก. การ์ตูนน่ารัก ข. ภาพศิลป์ที่ดูไม่รู้เรื่อง
4. กำลังจะซักผ้า ปรากฏว่าฟ้ามืด มีเมฆลอยตัวสีเทาครึ้ม คุณจะทำอย่างไร
ก. ก็ซักผ้านะสิ ข. ไม่ซักดีกว่า
เฉลย
ข้อ 1
เลือกข้อ ก. มักแสดงว่าทำเป็นไม่เจ้าชู้นอกใจแฟน แต่ถ้าเผลอละเป็นไม่ได้เลยนะ ประมาณว่าเจ้าชู้ไม่เบา
เลือกข้อ ข. มักแสดงว่าทำเจ้าชู้หว่านเสน่ห์ แต่ที่จริงแล้วรักมั่นคง ชอบเล่นชอบแซว แต่ไม่ใช่คนหวั่นไหวง่ายๆ
ข้อ 2
เลือกข้อ ก. แสดงว่าชอบคนตัวโต หุ่นล่ำๆ ชอบคนที่ดูแล้วอบอุ่น ชอบคนที่ปกป้องเราได้ดี
เลือกข้อ ข. แสดงว่าชอบคนบอบบาง ชอบเป็นผู้นำ ชอบดูแลคนอื่น ชอบคนขี้อ้อนแบบเด็กๆ
ข้อ 3
เลือกข้อ ก. ติดเพื่อน ชอบปาร์ตี้ ไม่ค่อยมีแผนชีวิต ปิ๊งคนเฮฮามุขเยอะ
เลือกข้อ ข. อารมณ์ศิลปิน เปราะบางนัก มักสับสน ปิ๊งคนเซอร์ๆ แบบติสต์ๆ
ข้อ 4
เลือกข้อ ก. ไม่ค่อยจะประนีประนอม ไม่ค่อยยอมรับความเป็นจริง ชอบกดดันคนที่ตนรัก
เลือกข้อ ข. รู้จักรอมชอมเป็น มองโลกในแง่ดี หวงแฟนแต่ไม่ขี้หึง
1. ถ้าต้องเกิดใหม่ และให้เลือกได้แค่ 2 แบบ ต่อไปนี้เท่านั้น
ก. หน้าตาแย่สุดๆ แต่หุ่นเช้งวับ ข. หน้าตาเลิศ แต่หุ่นแย่สุดๆ
2. ถ้าในโลกเหลือคนดีๆ แค่ 2 คน และจำเป็นต้องแต่งงานกับเขา คุณจะเลือกใคร ระหว่าง
ก. คนที่สูงใหญ่กว่าเราครึ่งหนึ่ง ข. คนที่ตัวเล็กกว่าเราครึ่งหนึ่ง
(เช่นถ้าเราสูง 160 เขาสูง 190 หรือสูง 130 เป็นต้น)
3. มีสำนักงานพิมพ์เชิญไปเขียนหนังสือรวมเล่มดารา คุณจะเลือกหน้าปกหนังสือแบบไหน
ก. การ์ตูนน่ารัก ข. ภาพศิลป์ที่ดูไม่รู้เรื่อง
4. กำลังจะซักผ้า ปรากฏว่าฟ้ามืด มีเมฆลอยตัวสีเทาครึ้ม คุณจะทำอย่างไร
ก. ก็ซักผ้านะสิ ข. ไม่ซักดีกว่า
เฉลย
ข้อ 1
เลือกข้อ ก. มักแสดงว่าทำเป็นไม่เจ้าชู้นอกใจแฟน แต่ถ้าเผลอละเป็นไม่ได้เลยนะ ประมาณว่าเจ้าชู้ไม่เบา
เลือกข้อ ข. มักแสดงว่าทำเจ้าชู้หว่านเสน่ห์ แต่ที่จริงแล้วรักมั่นคง ชอบเล่นชอบแซว แต่ไม่ใช่คนหวั่นไหวง่ายๆ
ข้อ 2
เลือกข้อ ก. แสดงว่าชอบคนตัวโต หุ่นล่ำๆ ชอบคนที่ดูแล้วอบอุ่น ชอบคนที่ปกป้องเราได้ดี
เลือกข้อ ข. แสดงว่าชอบคนบอบบาง ชอบเป็นผู้นำ ชอบดูแลคนอื่น ชอบคนขี้อ้อนแบบเด็กๆ
ข้อ 3
เลือกข้อ ก. ติดเพื่อน ชอบปาร์ตี้ ไม่ค่อยมีแผนชีวิต ปิ๊งคนเฮฮามุขเยอะ
เลือกข้อ ข. อารมณ์ศิลปิน เปราะบางนัก มักสับสน ปิ๊งคนเซอร์ๆ แบบติสต์ๆ
ข้อ 4
เลือกข้อ ก. ไม่ค่อยจะประนีประนอม ไม่ค่อยยอมรับความเป็นจริง ชอบกดดันคนที่ตนรัก
เลือกข้อ ข. รู้จักรอมชอมเป็น มองโลกในแง่ดี หวงแฟนแต่ไม่ขี้หึง
Monday, July 4, 2011
ขนมปังชิ้นที่ 3

ขนมปังชิ้นที่สาม (ตัน ภาสกรนที)
มีลูก 3 คน มีบ้าน 2 หลัง จะแบ่งยังไงดีครับ?
เพื่อนผมคนหนึ่งคิดยังไงก็คิดไม่ตก เกษียณอายุราชการแล้วยังต้องทำงานงกๆ
“สู้เพื่อลูก”ผ่อนบ้านหลังที่ 3 กลัวแบ่งสมบัติไม่ลงตัว เดี๋ยวจะนอนตายตาไม่หลับ
ผมบอกถ้าไม่อยากวุ่นวาย..ง่ายนิดเดียว
แค่ขายบ้านให้หมด แล้วใช้เงินให้มีความสุขกับชีวิตหลังเกษียณ เหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้น..
ตอนพ่อแม่ผมเสีย ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ผมเลือกพระหนึ่งองค์เป็นสมบัติจากพ่อ หยิบแหวนวงเดียวจากกองมรดกของแม่ สมบัติสุดท้ายไม่กี่ชิ้นของพ่อกับแม่ที่เทกองบนโต๊ะ..ผมกับพี่น้องแบ่งกันยังไงก็ลงตัว
สำหรับผมในวันนี้สอนลูกตั้งแต่พวกเขายังเล็ก
ว่าการศึกษาเท่าที่เขาต้องการคือสมบัติที่ผมจะให้
น้องกิฟท์ลูกสาวคนโตรู้ดีและเขาเข้าใจว่าผมไม่มีนโยบายเก็บเงินให้ลูก
วันหนึ่งเขาบอกผมว่า. ป่าป๊า ไม่ต้องห่วงกิฟท์ ธุรกิจและเงินที่ป่าป๊าทำมาไม่ต่้องเผื่อกิฟท์ หนูรับผิดชอบตัวเองได้
ผมให้เงินเขาก้อนหนึ่ง ไปตั้งต้นร้านอาหารชื่ออิซีลี่ บริหารไม่นานก็เจ๊ง
เขาใช้โอกาสอีกครั้งกับเงินทุนที่เหลืออยู่ตั้งใจทำร้านอาหารใหม่ชื่อแซ่บอีลี่ คราวนี้เขาไม่ประมาทและตั้งใจกว่าเดิมอีกหลายเท่า จนวันนี้ร้านแซ่บอีลี่ก็อยู่ได้
ลูกทุกคนของผมรู้ดีว่าสมบัติทุกอย่างที่ผมให้ ถ้าไม่ตั้งใจทำย่อมมีวันหมด
ผมให้โอกาสการศึกษาเต็มที่..ที่เหลือเขาต้องเลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวของเขาเอง ไม่ใช่ผมไม่รักลูก แต่ใช่ว่ามีเงินเยอะๆแล้วจะดีสำหรับเขา
ผมอยากให้ลูกได้รู้จักกับความยากลำบาก ไม่อยากให้เคยชินกับความสบาย ไปต่างประเทศด้วยกันทุกครั้ง ลูกๆทุกคนต้องนั่งเครื่องบินชั้นอิโคโนมี บางครั้งน้องเก็ตลูกชายยังเป็นเด็ก เขาเคยแผลงฤทธิ์ไม่พอใจทำไมไม่ได้นั่งบิสซิเนสคลาสด้วยกัน
วันนี้เขาอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ทำงานหาเงินเองได้เมื่อไหร่ วันนั้นเขาจะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง
ประสบการณ์สอนให้ผมรู้ว่าเงินเป็นได้ทั้งความทุกข์และความสุข ในวันที่ต้องดิ้นรน เงิน คือ สิ่งจำเป็น
เป็นขนมปังชิ้นแรกที่ประทังชีวิต
ขนมปังชิ้นที่สอง คือ ความอร่อย มีชีวิตที่สุขสบาย หายเหนื่อย มากกว่านั้น...กินเท่าไหร่ก็เป็นส่วนเกิน
ขนมปังชิ้นที่สาม คือ ยาพิษ
อะไรที่มากเกินไปมักจะไม่มีประโยชน์ กลายเป็นให้โทษมากกว่าคุณ..
เงินก็เช่นกัน...
ถ้าคุณรู้ล่วงหน้าว่าจะมีบุญหล่นทับร่ำรวยเป็นพันๆล้าน
คุณอาจไม่รู้จักคุณค่าของความพยายาม
ชีวิตนี้อาจไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องออกแรงดิ้นรนอะไรอีกต่อไป
เงินถ้าไม่รู้จักใช้ ไม่รู้จักหา ไม่รู้จักคุณค่า...มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ
ถ้าหน้าที่ของพ่อแม่คือการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก
เราควรรักลูกแบบไหน ?
ลองถามตัวเองดูว่าเรากำลังยื่นขนมปังชิ้นที่สามที่เต็มไปด้วยยาพิษให้ลูกหรือเปล่า
เพื่อนผมคนหนึ่งคิดยังไงก็คิดไม่ตก เกษียณอายุราชการแล้วยังต้องทำงานงกๆ
“สู้เพื่อลูก”ผ่อนบ้านหลังที่ 3 กลัวแบ่งสมบัติไม่ลงตัว เดี๋ยวจะนอนตายตาไม่หลับ
ผมบอกถ้าไม่อยากวุ่นวาย..ง่ายนิดเดียว
แค่ขายบ้านให้หมด แล้วใช้เงินให้มีความสุขกับชีวิตหลังเกษียณ เหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้น..
ตอนพ่อแม่ผมเสีย ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ผมเลือกพระหนึ่งองค์เป็นสมบัติจากพ่อ หยิบแหวนวงเดียวจากกองมรดกของแม่ สมบัติสุดท้ายไม่กี่ชิ้นของพ่อกับแม่ที่เทกองบนโต๊ะ..ผมกับพี่น้องแบ่งกันยังไงก็ลงตัว
สำหรับผมในวันนี้สอนลูกตั้งแต่พวกเขายังเล็ก
ว่าการศึกษาเท่าที่เขาต้องการคือสมบัติที่ผมจะให้
น้องกิฟท์ลูกสาวคนโตรู้ดีและเขาเข้าใจว่าผมไม่มีนโยบายเก็บเงินให้ลูก
วันหนึ่งเขาบอกผมว่า. ป่าป๊า ไม่ต้องห่วงกิฟท์ ธุรกิจและเงินที่ป่าป๊าทำมาไม่ต่้องเผื่อกิฟท์ หนูรับผิดชอบตัวเองได้
ผมให้เงินเขาก้อนหนึ่ง ไปตั้งต้นร้านอาหารชื่ออิซีลี่ บริหารไม่นานก็เจ๊ง
เขาใช้โอกาสอีกครั้งกับเงินทุนที่เหลืออยู่ตั้งใจทำร้านอาหารใหม่ชื่อแซ่บอีลี่ คราวนี้เขาไม่ประมาทและตั้งใจกว่าเดิมอีกหลายเท่า จนวันนี้ร้านแซ่บอีลี่ก็อยู่ได้
ลูกทุกคนของผมรู้ดีว่าสมบัติทุกอย่างที่ผมให้ ถ้าไม่ตั้งใจทำย่อมมีวันหมด
ผมให้โอกาสการศึกษาเต็มที่..ที่เหลือเขาต้องเลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวของเขาเอง ไม่ใช่ผมไม่รักลูก แต่ใช่ว่ามีเงินเยอะๆแล้วจะดีสำหรับเขา
ผมอยากให้ลูกได้รู้จักกับความยากลำบาก ไม่อยากให้เคยชินกับความสบาย ไปต่างประเทศด้วยกันทุกครั้ง ลูกๆทุกคนต้องนั่งเครื่องบินชั้นอิโคโนมี บางครั้งน้องเก็ตลูกชายยังเป็นเด็ก เขาเคยแผลงฤทธิ์ไม่พอใจทำไมไม่ได้นั่งบิสซิเนสคลาสด้วยกัน
วันนี้เขาอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ทำงานหาเงินเองได้เมื่อไหร่ วันนั้นเขาจะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง
ประสบการณ์สอนให้ผมรู้ว่าเงินเป็นได้ทั้งความทุกข์และความสุข ในวันที่ต้องดิ้นรน เงิน คือ สิ่งจำเป็น
เป็นขนมปังชิ้นแรกที่ประทังชีวิต
ขนมปังชิ้นที่สอง คือ ความอร่อย มีชีวิตที่สุขสบาย หายเหนื่อย มากกว่านั้น...กินเท่าไหร่ก็เป็นส่วนเกิน
ขนมปังชิ้นที่สาม คือ ยาพิษ
อะไรที่มากเกินไปมักจะไม่มีประโยชน์ กลายเป็นให้โทษมากกว่าคุณ..
เงินก็เช่นกัน...
ถ้าคุณรู้ล่วงหน้าว่าจะมีบุญหล่นทับร่ำรวยเป็นพันๆล้าน
คุณอาจไม่รู้จักคุณค่าของความพยายาม
ชีวิตนี้อาจไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องออกแรงดิ้นรนอะไรอีกต่อไป
เงินถ้าไม่รู้จักใช้ ไม่รู้จักหา ไม่รู้จักคุณค่า...มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ
ถ้าหน้าที่ของพ่อแม่คือการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก
เราควรรักลูกแบบไหน ?
ลองถามตัวเองดูว่าเรากำลังยื่นขนมปังชิ้นที่สามที่เต็มไปด้วยยาพิษให้ลูกหรือเปล่า
Tuesday, February 1, 2011
ข้าวเกรียบว่าว
ข้าวเกรียบว่าวเป็นขนมทานเล่นโบราณของไทยที่นับวันจะหากินได้ยาก ในอดีต จะหาซื้อได้ง่ายตามงานวัด หรืองานรื่นเริงต่างๆ
มาลองดูวิธีทำข้าวเกรียบว่าวกัน

ขั้นตอนการทำข้าวเกรียบว่าว
1. เตรียมข้าวเหนียว

2. แช่ข้าวสารเหนียวในน้ำ 1 คืน
3. ในตอนเช้ามมืดนำข้าวเหนียวที่แช่ไว้มานึ่งในปี๊บ รอจนข้าวสุกดี
4. เอาลงจากเตาแล้วนำไปใส่ในครกไม้ ตำด้วยสากมือจนมีเนื้อข้าวละเอียด

5. เมื่อข้าวเหนียวละเอียดแล้วนำน้ำอ้อย น้ำตาลทราย 4 กิโลกรัม ตั้งไฟใส่น้ำเล็กน้อย เมื่อเดือดและละลายไปกับน้ำแล้ว นำมาใส่ในครกที่มีข้าวเหนียวอยู่และตำรวมกัน

6. เมื่อตำเข้ากันแล้ว นำออกมาใส่กระติกเก็บความร้อน

7. นำน้ำมันมะพร้าว 1 ขีด ไข่ต้ม 2 ฟอง ใช้แต่ไข่แดงละลายในน้ำมันมะพร้าว เอาไว้ใช้ตอนทำข้าวเหนียวเป็นแผ่นเพื่อไม่ให้ติดมือและมีกลิ่นหอม

8. เตรียมพลาสติกตัดเป็นแผ่นวงกลม เพื่อเอาไว้กลึงแผ่นข้าวเกรียบ
9. เมื่อกลึงเสร็จแล้วนำไปตากบนแผ่นหญ้าคาที่เตรียมไว้ เมื่อแห้งแล้วลอกออกจากแผ่นพลาสติก ก่อนจะเก็บใส่ถุงให้นำมาผึ่งลมให้เย็นก่อนจึงจะเก็บใส่ถุงพลาสติกเพื่อเก็บหรือจำหน่ายต่อไปได้

สุดท้ายก็นำมาย่างไฟอ่อนๆ และรับประทานเป็นขนมหรืออาหารว่าง

เป็นยังไงบ้าง ข้าวเกรียบว่าว น่ารับประทานไหม อิอิ
มาลองดูวิธีทำข้าวเกรียบว่าวกัน

ขั้นตอนการทำข้าวเกรียบว่าว
1. เตรียมข้าวเหนียว

2. แช่ข้าวสารเหนียวในน้ำ 1 คืน
3. ในตอนเช้ามมืดนำข้าวเหนียวที่แช่ไว้มานึ่งในปี๊บ รอจนข้าวสุกดี
4. เอาลงจากเตาแล้วนำไปใส่ในครกไม้ ตำด้วยสากมือจนมีเนื้อข้าวละเอียด

5. เมื่อข้าวเหนียวละเอียดแล้วนำน้ำอ้อย น้ำตาลทราย 4 กิโลกรัม ตั้งไฟใส่น้ำเล็กน้อย เมื่อเดือดและละลายไปกับน้ำแล้ว นำมาใส่ในครกที่มีข้าวเหนียวอยู่และตำรวมกัน

6. เมื่อตำเข้ากันแล้ว นำออกมาใส่กระติกเก็บความร้อน

7. นำน้ำมันมะพร้าว 1 ขีด ไข่ต้ม 2 ฟอง ใช้แต่ไข่แดงละลายในน้ำมันมะพร้าว เอาไว้ใช้ตอนทำข้าวเหนียวเป็นแผ่นเพื่อไม่ให้ติดมือและมีกลิ่นหอม

8. เตรียมพลาสติกตัดเป็นแผ่นวงกลม เพื่อเอาไว้กลึงแผ่นข้าวเกรียบ
9. เมื่อกลึงเสร็จแล้วนำไปตากบนแผ่นหญ้าคาที่เตรียมไว้ เมื่อแห้งแล้วลอกออกจากแผ่นพลาสติก ก่อนจะเก็บใส่ถุงให้นำมาผึ่งลมให้เย็นก่อนจึงจะเก็บใส่ถุงพลาสติกเพื่อเก็บหรือจำหน่ายต่อไปได้

สุดท้ายก็นำมาย่างไฟอ่อนๆ และรับประทานเป็นขนมหรืออาหารว่าง

เป็นยังไงบ้าง ข้าวเกรียบว่าว น่ารับประทานไหม อิอิ
Thursday, December 2, 2010
สาวพริ้ตตี้เซ็กซี่สุดๆ งานมอเตอร์โชว์ ธันวาคม 2010 (Sexy girls from Bangkok Motor Show December 2010)
สาวพริ้ตตี้เซ็กซี่สุดๆ งานมอเตอร์โชว์ ธันวาคม 2010 (Sexy girls from Bangkok Motor Show December 2010)
สาวพริ้ตตี้เซ็กซี่สุดๆ งานมอเตอร์โชว์ ธันวาคม 2010 (Sexy girls from Bangkok Motor Show December 2010)
สาวพริ้ตตี้เซ็กซี่สุดๆ งานมอเตอร์โชว์ ธันวาคม 2010 (Sexy girls from Bangkok Motor Show December 2010)
Subscribe to:
Posts (Atom)







