Friday, November 28, 2008

ต่อสู้เพื่ออะไร

หลายเดือนก่อนน้องของเพื่อนคนหนึ่งส่งเทปมาให้
เป็นเทปที่อัดจากการพูดคุยของพี่ศุ บุญเลี้ยงกับแฟนๆ ของเขาในงานสัมมนางานหนึ่ง
เป็นมุมมองและความคิดของชายหนุ่มที่ไฟความฝันไม่เคยมอดคนนี้

โดยรู้ว่ากิจกรรมอย่างหนึ่งในชีวิตที่ศุบุ-เลี้ยงชอบมากและเต็มใจที่จะทำอยู่เสมอ
นั่นก็คือการทำค่าย..ไม่ว่าจะเป็นค่ายเด็กหรือค่ายคนพิการ (หรือค่ายเด็กพิการ)

ในเทปมีคำพูดของเขาอยู่ตอนหนึ่งที่ฟังแล้วชอบมาก พี่จุ้ย เล่าว่า
ครั้งหนึ่งเขาพาเด็กไปเข้าค่าย แล้วเขาให้เด็กวิ่งแข่งกัน แต่กติกาคือ
ใครเข้าเส้นชัยเป็นที่สอง-ชนะ ชายหนุ่มเล่าว่า…ผลที่เกิดขึ้นก็คือ


แทนที่จะเอาชนะกัน ด้วยการเป็นคนที่เร็วที่สุดที่เข้าเส้นชัย…
เด็กๆ กลับวิ่งแข่งกันอย่างสนุกสนาน

มีเสียงหัวเราะเฮฮาดังขึ้นอย่างร่าเริงในหมู่ผู้แข่งขันที่ไม่ต้องการเป็นที่หนึ่ง

ในชีวิตที่ผ่านมาบ่อยครั้ง เรามักถูกปลูกฝังให้เอาชนะ
เพื่อขึ้นสู่การเป็นเลิศกันมาตลอด เราอยากเรียนให้ได้คะแนนดีที่สุด
เราอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด


เราอยากเป็นคนทำงานที่เก่งที่สุด เพื่อให้เจ้านายเห็นว่า เราเยี่ยมที่สุดในบริษัท
เราอยากเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ฯลฯ
และเมื่อตั้งเป้าอย่างนี้แล้ว เราจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุจุดหมาย


โดยบ่อยครั้งที่เราหลงลืม หรือจงใจมองข้ามมันไปว่า เราได้ทำร้ายใครบ้างหรือเปล่า ?
ไม่ได้หมายความว่า การแข่งเป็นสิ่งที่เลวร้ายไปซะหมด
มันมีความดีอยู่บ้างในตัวของมัน อย่างน้อยก็ทำให้เราไม่เป็นคนเอื่อยเฉื่อย
เดินหายใจไปวันๆ เพียงอยากให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคน ได้หยุดคิดสักนิดว่า
เราสามารถที่จะแข่งขันกันโดยไม่ต้องขัดขา ว่าร้าย ผลักหลัง
หรือแอบเหยียบเท้าฝ่ายตรงข้ามได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้
คิดว่าได้อยู่แล้ว ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ไม่ก่อความเดือดร้อนให้ใคร
ผลลัพธ์ได้แค่ไหนก็แค่นั้น มีไมตรีจิตรที่ดี
สร้างพันธมิตรย่อมดีกว่าก่อศัตรูเป็นแน่

แล้วคุณล่ะคิดอย่างไร one for all or two for everything?

No comments: